(ตอน ๒ ) โดยท่านอ.อุบาสกทองทิพย์ โอภาโส

..แห่งอาศรมธรรมโอภาโส …. ทบทวนส่วนคำสอนตอนต้นในตอนที่๑.”..พวกเธอทั้งหลายสามารถที่จะตรวจดูผลบุญขั้นต้นกันได้ทุกๆคน..ถ้าเธอใช้ปัญญาในการปฏิบัติธรรมและหัดสังเกตุสังกา ความเป็นไปของตนเอง โดยหลักแห่งการเจริญสติ จนเป็นมหาสติปัฏฐาน..ฯลฯ ”

(ต่อตอนที่ ๒ )…”เมื่อเธอทั้งหลายได้ทำความดีบำเพ็ญบุญมาแล้วนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บุญนั้นเปรียบเสมือนเป็นยาบำรุงอันวิเศษกว่ายาใดๆที่มีอยู่ในโลกนี้ ..ยาบุญเป็นยาวิเศษที่สามารถจะติดตามพวกเธอทั้งหลายไปได้ทุกภพทุกชาติแม้เธอได้สิ้นชีพไปแล้ว แม้เงินเหรียญเพียงหนึ่งสลึงเธอทั้งหลายก็ไม่สามารถจะเอาติดตัวไปได้ แต่บุญของเธอนั้น สามารถจะนำติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติ!!..ไม่มีใครมาแย่งชิงไปได้ ไม่ต้องกลัวใครจะมาขโมย บุญเป็นอำนาจอัศจรรย์ ที่ผุ้ที่มีปัญญามักจะหาสะสมกันไว้แต่ผู้ที่ไม่มีปัญญากลับไม่สนใจ เขาจะเอาแต่วัตถุสมมุติภายนอกเก็บเหรียญโลหะ (เงินเหรียญ) เก็บกระดาษ(เงินแบ้งค์) เก็บบ้าน เก็บรถ เก็บวัตถุนานัปชนิด เกาะเก็บติดกันไว้แน่นด้วยความหวงแหน…”

“…. แต่ได้หาได้แปลงทรัพย์หยาบที่ตนมีอยู่เป็นทรัพย์ละเอียดคืออริยทรัพย์นั่นเอง เมื่อเขาได้เกิดในภพภูมิใหม่ “ยาบุญ” ของเขาไม่พอก็จะทำให้เขาเหล่านั้น ต้องทุกข์ยากลำบากขัดสนเพราะ”ขาดยาบุญ” มี ..ยาบุญหล่อเลี้ยงไม่พอ แต่ถ้าเธอทั้งหลายได้มี”ยาบุญ”อันเป็นอริยทรัพย์” ติดตามมา แรงแห่ง”ยาบุญ”นี้ จะช่วยหนุนส่งเธอให้อยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องทุกข์ยาก ไม่ลำบาก ทั้งใจและกาย เมื่อบุญของเธอที่เก็บสะสมมานั้น มีมากเข้าๆ เก็บไว้ทุกภพ เก็บไว้ทุกชาติ บุญของเธอนั้น จะเปลี่ยนเป็น “บารมีได้ในที่สุด!!…”

“…อันว่า”บารมี”นั้น ก็คือบุญของเธอทั้งหลายที่ได้ทำไว้ดีแล้ว สมบูรณ์แล้ว พร้อมแล้ว จึงส่งผลให้ล้นออกมาสู่ภายนอก บุญที่ล้นออกมาเป็นบารมีนี้ จะส่งผลต่อพวกเธอทั้งหลาย….”

” …พวกเธอจะอยุ่ณ.ที่แห่งหนตำบลใด เธอทั้งหลายจะไม่ได้พบกับความทุกข์ยากลำบากเลย ด้วยเหตุแห่งเธอได้บำเพ็ญ “ทานบารมี” มาดีแล้วนั่นเอง เสมือนพระสีวลีมหาเถระเจ้าในอดีต….”

“ผู้บำเพ็ญธรรมหลายๆ ท่านกว่าจะสำเร็จมรรคผล บางท่านอาจจะพบกับความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส อดมื้อ กินมื้อ ขาดอาหารหล่อเลี้ยง อาหารไม่สมบูรณ์ แต่มีสติปัญญาเลิศสามารถทำให้ถึงมรรคผลได้ เช่นนี้แสดงว่า ท่านเหล่านั้นได้สร้าง”ปัญญาบารมี”ไว้มาก แต่ไม่ได้สร้างทานบารมีไว้ เป็นเช่นนี้แล…เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดูตัวเธออย่างนี้แล..”

“…ผู้ที่บำเพ็ญบุญหลายท่านได้เกิดมา มีหน้าตาดี สติปัญญาดี มีอาการครบ ๓๒ ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง อยู่เย็นเป็นสุข เช่นนี้แสดงว่าว่าเขาเหล่านั้น “เจริญศีลบารมี” มาเป็นอย่างดีแล้ว”

“…แต่บางคนเกิดมาก็พิกลพิการ อวัยวะไม่ครบ ๓๒ ประการ สติวิปลาส สติปัญญาทึบตัน หน้าตาไม่ผ่องใส ผิวพรรณไม่สดใส ดำรงตนอยู่หาได้มีความสุขไม่ มีความร้อนรุ่ม ในใจอยู่ตลอดเวลาเสมือนโดนไฟเผา เช่นนี้ให้รู้ว่า “ศีลบารมี”ของเขาเสื่อม …เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดูตัวเธอดั่งนี้แล..”

“…ผู้ที่บำเพ็ญบุญสร้างบารมี..คราใดปรารถนาที่จะยังความสงบ ระงับ ยังความสงัดให้เกิดขึ้นแก่ตน ก็สามารถยังความสงบ ระงับนั้นให้เกิดขึ้นแก่ใจได้โดยง่าย..ปราศจากผู้ที่มารบกวนแล้วไซร้…ย่อมแสดงว่าด้วยเขาเหล่านั้นได้บำเพ็ญ “เนกขัมบารมี ” มาดีนั่นเอง..อันบุคคลใดเมื่อปรารถนาที่จะยังความสงบระงับให้เกิดแก่ตน..แม้เพียงชั่วขณะจิตก็หาความสงบระงับมิได้ จิตนั้นร้อนรนทุรนทุราย กระสับกระส่าย หาได้สงบลงได้ง่ายแม้ชั่วขณะจิต..เช่นนี้ย่อมแสดงว่า ..เนกขัมบารมีของเขานั้นได้เสื่อมลง.. ได้ลดน้อยลง เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดูตัวเธอดั่งนี้แล..”

“…ผู้ที่บำเพ็ญบุญสร้างบารมี…เป็นผู้ที่มีสติปัญญาอันรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อันเป็นทางแห่งการจำกัดทุกข์ ในเบื้องต้น ท่ามกลางและบั้นปลายอันแจ่มใส โดยพิจารณาตามทางมรรค มีองค์ ๘ ประการอย่างแตกฉานแล้วไซร้ ย่อมจักได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้ “เจริญปัญญาบารมีมาอย่างดีแล้ว ”

” อันบุคคลใดเป็นผุ้ที่มองไม่เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคอันมีองค์ ๘ ประการแล้วไซร้ บุคคลเช่นนี้จะได้ชื่อว่า เป็นผู้บกพร่องแห่งปัญญาบารมี!!…เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดูตัวเธอดั่งนี้แล…”

“…ผู้ที่บำเพ็ญบุญสร้างบารมี..เมื่อปรารถนาจะกระทำการสิ่งใดบุคคลเหล่านั้น หาได้ใช้ความพยายามใดๆเลยกิจการนั้นก็จักสำเร็จลุล่วงไปได้โดยง่ายดาย..เช่นนี้ย่อมแสดงว่าบุคคลเหล่านั้นได้”มีวิริยบารมี” อย่างสมบูรณ์มาแต่อดีต…แต่บุคคลใดเมื่อปรารถนาจะกระทำการสิ่งใดเมื่อเริ่มกระทำ ลงมือกระทำ กลับเกิดปัญหาอุปสรรคมาขัดขวางอย่างมากมายทำให้กิจการนั้นต้องหล้าช้า ต้องเนิ้นนาน หรือต้องล้มเลิกไปในเวลาก่อนอันควร เช่นนี้ย่อมแสดงว่าบุคคลเหล่านั้น “..บำเพ็ญวิริยบารมีมาน้อย…เขาเหล่านั้นบกพร่องทางวิริยบารมี”…เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดูตัวเธอดั่งนี้แล..”

“…ผู้ที่บำเพ็ญบุญสร้างบารมี..เมื่อจักกระทำการสิ่งใดประกอบด้วยความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ในสิ่งที่มากระทบ ไม่โอน ไม่เอียง เสมือนเสาหินอันตั้งมั่นอยู่ในทะเลที่บ้าคลั่ง เมื่อกล่าวสิ่งใด ประสงค์สิ่งใดแล้ว แม้เพียงแต่คิด เผยวาจาเพียงเล็กน้อย สิ่งที่ได้ตั้งจิตปรารถนา หรือได้ได้เพียงปรารภก็จักสำเร็จโดยพลันไม่เสียเวลาเนิ้นนาน…เช่นนี้ได้ขึ้นชื่อว่าบุคคลเหล่านั้นได้บำเพ็ญดีแล้ว ได้สร้าง ได้สะสมดีแล้ว ซึ่ง” ขันติบารมี สัจจะบารมี แลอธิษฐานบารมี ”

“…อันบุคคลใดจักกระทำการสิ่งใด หาได้ตั้งมั่น เสมือนเสาไม้ที่ปักอยู่ในพื้นโคลนเลน ย่อมไหวไปไหวมา หาได้มั่นคงไม่ แม้จักคิดสิ่งใด จักเปล่งวาจาปรารถนาสิ่งใด หาได้สมหวังดังใจปรารถนาย่อมจักเกิดอุปสรรคนานัปการ หรือจักใช้เวลาเนิ่นนาน กิจการนั้นก้หาได้สำเร็จลงได้ด้วยดี ด้วยบุคคลเหล่านี้ นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน “..ได้บกพร่องในขันติบารมี บกพร่องในสัจจะบารมี และบกพร่องในอธิษฐานบารมี..” จึงเป็นเหตุดั่งนี้แล..เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดูตัวเธอดั่งนี้แล…”

“..ผู้ที่บำเพ็ญบุญสร้างบารมี..เมื่อจักกระทำการสิ่งใด..ย่อมมีผู้มาให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างมากมาย ทำให้กิจการนั้นสำเร็จลุล่วงลงไปด้วยดี เป็นผู้ที่มีบริวารมาก มีมิตรมาก แม้เก่าไปใหม่จักเข้ามา หาได้ขาดหายจากมิตรและบริวารไม่ แม้แต่สรรพสัตว์ทั้งหลายหรือแม้กระกระทั่งอมนุษย์ก็ยังแห่แหนมาห้อมล้อมหาได้ขาดสิ้นไม่ เช่นนี้ย่อมจักแสดงว่าบุคคลเหล่านี้ได้เป็นผู้ที่”..บำเพ็ญเมตตาบารมีมาดี “…มีเมตตาบารมี พร้อม มีเมตตาบารมีเป็นเครื่องยังความร่มเย็นให้แก่เหล่าสรรพชีวิตทั้งหลาย อย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเอง”

“…แต่หากบุคคลใด จะกระทำการสิ่งใด หาได้มีผู้ที่ให้การช่วยเหลือ ขาดบริวาร ขาดญาติมิตร จักทำการสิ่งใดหาได้มีผู้สนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่สรรพสัตว์และอมนุษย์ทั้งหลายย่อมหลีกเร้นห่างไกล..กิจการนั้นหาได้เสร็จสิ้นโดยง่าย…เช่นนี้ย่อมแสดงว่า บุคคลเหล่านั้น “มีเมตตาบารมีบกพร่อง..เมตตาบารมียังไม่สมบูรณ์” นั่นเอง เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดุด้วยตัวเธอเองดั่งนี้แล “…

“…ผู้ที่ได้บำเพ็ญบุญบารมี…อันมีจิตเป็นกลางไม่หวั่นไหว ในสิ่งที่มากระทบ มีสติตั้งมั่น มีปัญญาวิริยะขันติ อันมั่มคงในการพิจารณาใคร่ครวญ ในสิ่งที่มากระทบและว่างจิตมั่นในอุเบกขา ดั่งนี้แลได้ขึ้นชื่อว่า บุคคลเหล่านั้นได้ “บำเพ็ญอุเบกขาบารมีมาดี แล้วแล..”

“…อันบุคคลใดเมื่อมีสิ่งมากระทบจิตใจย่อมหวั่นไหว สติแปรปรวน ปัญญาไม่กระจ่าง วิริยะแลขันติอ่อนกำลัง อันมีผลให้จิตใจแปรปรวนได้โดยง่าย เมื่อมีสิ่งมากระทบ ดั่งนี้จักได้ขึ้นชื่อว่า..”เป็นผู้ที่มีอุเบกขาบารมีบกพร่อง!!” ..เธอทั้งหลายจงสำเนียกพิจารณาดุด้วยตัวเธอเองดั่งนี้แล”…ฯลฯ…

” เธอทั้งหลายจักปรารถนาตรวจดูบุญ-บารมีของเธอเอง เธอจงพิจารณาอรรถบรรยายดั่งเราได้แสดงไว้ในข้างต้นดั่งนี้แล …”

(มีตอนที่ ๓..ต่อ โปรดคอยติดตามภาคพิเศษ!?)

สาธุ สาธุ สาธุ จากบันทึกการสอนธรรมเรื่อง “..การตรวจดูบุญ-บารมี” (ตอนที่ ๒ ) โดยท่านอ.อุบาสก ทองทิพย์ โอภาโส

“อาศรมธรรม โอภาโส