” การที่แต่ละท่าน คิดจะกระทำการกิจ ในสิ่งใดๆนั้น มิใช่เพียงว่า จักมีความรู้ ความสามารถ หรือเห็นว่าตนเองมีสติปัญญา เพียงพอ แล้วจะกระทำการใดๆ ในสิ่งที่ตนเองหวังดั่งใจนั้นได้เสมอไป…

….แต่จักต้องพินิจพิจารณาในเหตุและผล และในกาละ อันเหมาะสมด้วยเสมอ ลำพังสติปัญญา และความสามารถเพียงอย่างเดียว ใช่ว่าจะสามารถจะกระทำการใดๆนั้นได้สำเร็จเสมอไป!

…หากแต่จักต้องรู้กิจ และกาละ แลจักต้องประกอบด้วยอิทธิบาท๔ อันสมบูรณ์ทั้งจักต้องมีอินทรีย์๕และพละ๕ อันสมบูรณ์

…นอกจากจะมีพลังจิต อันสมบูรณ์มุ่งมั่นแล้ว(เปรียบเสมือนคนขับรถ-บังคับรถ)- ตัวรถ(เปรียบเสมือนกายธาตุขันธ์ของตนเอง) จะต้องสมบูรณ์ควบคู่กันด้วยเสมอ…

…ถ้าคนขับรถสติปัญญาดีสมบูรณ์ แต่ตัวรถซึ่งเปรียบเสมือนขันธ์ร่างกาย มีเครื่องยนต์ -ตัวถังบกพร่อง ฟันเฟืองทำงานไม่สมบูรณ์ แบตเตอรี่ ฯมีปัญหา ก็ยากจักทำให้ถึงจุดหมายด้วยดี

…ทั้งต้องหยั่งรู้ สภาวะกำลังบุญบารมีของตนเอง…

…ที่สำคัญคือ จักต้องพิจารณาหยั่งรู้ว่า กิจนั้นเป็นกิจแห่งตนหรือไม่!?…(โดยมาก มักจะไม่ทราบ..)

…เพราะหน้าที่ และกิจอันสำคัญบางอย่าง ได้ถูกกำหนดบุคคล อันเป็นบุคลาธิษฐาน อันได้สร้างสม ด้วยอิทธิบาท อินทรีย์ และพละ อันเต็มเปี่ยมและแก่กล้า อันต้องมีพลังจิต พลังใจ และพลังกาย อันต้องมีธาตุขันธ์ อันสมบูรณ์ด้วย สำหรับในการที่จะกระทำกิจในการ เมื่อถึงกาละอันเหมาะสมไว้แล้วนั่นเอง!!….”

” …กิจบางกิจ ที่จะกระทำได้สำเร็จลุล่วงผ่านไปด้วยดีนั้น จึงจักต้องประกอบด้วย ถูกการ ถูกกาละ และจักต้องถูกบุคคล และจักต้องประกอบด้วยพลังจิต แลพลังกาย อันสมบูรณ์เต็มเปี่ยมควบคู่กันไปด้วยเสมอนั่นเอง จึงจะทำให้กิจที่พึงหวังและปรารถนา จักสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี!!”

” พระอะระหังเมตตา บุญจงรักษา ผู้ประพฤติธรรมทุกๆท่าน ให้สำเร็จในกิจ และกาละ ดั่งใจปรารถนา ตรงตามบุคลาธิษฐาน ดั่งใจหมายทุกๆท่านทุกคนเทอญ อายุ วรรโณ สุขัง พลัง ”

” ทองทิพย์ โอภาโส”