• ด้วยนิสัยส่วนตัวของท่านในเรื่องความสันโดษ และสนใจธรรมะ ทั้งได้ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้ท่านอาจารย์ได้พบครูบาอาจารย์มากมายหลายท่าน ทั้งที่อยู่บนโลกมนุษย์ และอาจารย์ที่มาสอนท่านในรูป กายอธิษฐาน (กายทิพย์)โดยเฉพาะวิชา ทิพยสัมฤทธิ์ ท่านได้รับการถ่ายทอดจากพระอาจารย์ที่มาโปรดท่าน จากแดนพรหมสุทธวาส เมื่อ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว จนท่านเรียนได้สำเร็จ และได้นำมาใช้หลายครั้งจนแน่ใจจึงนำมาสอน ถ่ายทอดให้กับบางคน เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา และพบว่าคนอื่นก็สามารถนำมาใช้ได้ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๓๙ ท่านได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรจัดทำเป็นตำราขึ้นเป็นครั้งแรกให้ชื่อว่า “ตำราแก้วสารพัดนึก” เพื่อให้แก่ศิษย์ของท่านบางคน โดยมิมีจำหน่ายที่ใดทั้งสิ้น หลังจากนั้นท่านก็งดแจกตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา ตำรานี้ผู้ใดที่ได้ไปจึงหวงแหนกันเป็นอย่างมาก ยามค่ำ ยันดึกดื่นที่ใครต่อใครแวะเวียนมาหาท่าน ด้วยความเมตตา ท่านมิเคยปริปากบ่น ท่านมิมีของดีใดๆนอกจาก “ธรรมะปฏิบัติ” ท่านสามารถสอนให้มารดาของท่านมีตาทิพย์ ถอดกายทิพย์ ได้ตั้งแต่ ท่านอาจารย์มีอายุเพียง ๑๕ ปี ทั้งลุงท่านผู่มีวิชาดี ผู้เป็นศิษย์ของหลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ และเป็นศิษย์หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช จ.พระนครศรีอยุธยา …. ยังเรียกท่านว่า “อาจารย์น้อย” (ตัวท่านยังเล็กอยู่) ทั้งยังให้สอนพระกรรมฐานให้ ท่านอาจารย์จับ ลูกๆ หลานๆของลุง-ป้า-น้า-อา มานั่งฝึกกรรมฐาน จนถอดกายทิพย์กันได้ เป็นแถว ๆ  เป็นที่น่าอัศจรรย์ในช่วงอายุของท่านเพียง ๑๔-๑๕ ปี เท่านั้นเอง ดังนั้น ในตัวท่านอาจารย์คงไม่ต้องบอกว่า ท่านทำได้ถึงขั้นไหน?

ตอนเด็กวันหยุด แทนที่ท่านจะไปเที่ยวเตร่สนุกสนานเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ แต่ท่านกลับชอบปลีกตัว อยู่ในห้องคนเดียวในห้อง ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนเกิดญาณรู้ภายในหลาย ๆ อย่างที่เป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น แต่ยามออกไปภายนอกท่านจะไม่แสดงให้ใครได้รู้เลยถ้ามิได้ สนทนากับท่านอย่างจริงจัง ท่านเคยพบเห็นดารา นักร้อง นักแสดงไปที่ไหน ๆ มีแต่คนห้อมล้อม แม้แต่กินข้าวก็ยังไม่มีความสุข ท่านปรารภว่า”กรรมแท้ ๆ “.. เราจะไม่เป็นเช่นนี้เด็ดขาด (แต่ถ้าเป็นคนอื่น ๆ ก็คงจะชอบกันแทบทุกคน เพราะมีความสุขที่คนได้รู้จักเยอะ ๆ … ได้เชิดหน้าชูตา) แต่สำหรับท่าน ไม่อยากดัง ไม่อยากมีชื่อเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น คนทั่วไปจึงไม่รู้จักท่านบางคนอาจเคยพบเห็นท่านมาแล้ว แต่ไม่ทราบ! บางคนอาจเคยพูดคุยกับท่านมาแล้วแต่ไม่รู้ ด้วยคติของท่านที่ว่า “จงทำตนเป็นผู้ไม่มีอะไร…ในความมีอะไร แต่…อย่าทำตนเป็นผู้มีอะไร ในความไม่มีอะไร” ท่านจึงทำตัวติดดิน ไม่ถือตัว ถือตน…ใด ๆ ทั้งสิ้น บางวันมีผู้ใหญ่เชิญท่านไปรับประทานอาหารหรูในโรงแรม หรือภัตตาคารใหญ่ ๆ ท่านก็ทำตัวธรรมดา ๆ ไม่โอ่พอง…บางครั้งท่านได้ไปนั่งกินข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างกับพวกกรรมกรก่อสร้าง ท่านก็บอกว่ารู้สึกมีความสุขมาก บางครั้งท่านอยากฝึกจิตเป็นพิเศษ….ท่านไปนั่งฝึกสมาธิเข้าฌาณที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเป็นที่ ที่เสียงดังมาก ทั้งเสียงรถไฟ เสียงประกาศไมโครโฟน เสียงผู้คน แต่ท่านก็สามารถเจริญสติ สมาธิ เข้าฌาน ไม่สะทกสะท้าน จนหมดเวลารถไฟ เข้า-ออก ประมาณตี ๑ กว่า ๆ ท่านจึงกลับ

ครั้งหนึ่งท่านเคยเห็นคนทุกข์ยาก มานั่งหลับ นอนกันอยู่ที่ท้องสนามหลวงอย่างลำบากลำบน ตกหัวค่ำ ท่านก็ไปนั่งตากลม ตากละอองน้ำค้างทำสมาธิ ยันรุ่งเช้าท่ามกลางฝูงยุง ท่านก็ทำมาแล้ว ท่านบอกว่า “อย่างนี้แหละที่เขาเรียกว่า คนถึงคน ” และเป็นสมาธิใช้งานไม่ใช้จะทำจิตเป็นสมาธิได้เฉพาะที่วัด ที่ห้องพระ หรือที่บ้าน เท่านั้น…..แต่มันต้องทำได้ทุกสถานที่ ทุกโอกาส ทุกสภาวะ จิตเราถึงจะแกร่งจริง และมีสมาธิอย่างแท้จริง ” ผู้ปฏิบัติธรรมต้องลดทิฐิ มานะทุกอย่าง ท่านเองเชื้อสายตระกูลคุณย่าท่าน มีเชื้อสายสืบทอดทางเชื้อเจ้าทางเหนือ มาก่อน แต่ท่านไม่เคยเอามาถือยึดติดใดๆเลย อยากจะรู้ว่าการปฏบัติของท่านมีแนววิธีอย่างไรลองเข้ามาปฏิบัติ ตามแนว วิชาทิพยสัมฤทธิ์ ของท่านดู แล้วจะรู้ว่าดีอย่างไร ท่านสอนให้เป็นธรรมทาน มิมีเก็บเงินเก็บทองใด ๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งเอกสารทุกอย่างท่านก็แจกให้ฟรี ๆ…

นี่คือเมตตาธรรมของท่านอาจารย์ทองทิพย์ โอภาโส

ภูมิธรรมของท่าน

ด้วยความสนใจในเรื่องของการปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่อายุประมาณ ๑๑-๑๒ ปี (ประถมปลายในสมัยก่อน ท่านชอบเข้าไปสนทนาธรรมกับพระธุดงค์เสมอ (ชอบขอให้พระธุดงค์สอนสมาธิให้) พระอาจารย์องค์แรก (ที่มีชิวิตเลือดเนื้อ ท่านเป็นพระอาจารย์นิรนาม ท่านให้เรียกท่านว่า หลวงปู่จักรวาล ท่านอาจารย์ทองทิพย์ได้วิชาความรู้ จากหลวงปู่จักรวาลเมื่อตอนอายุประมาณ ๑๕ ปี ซึ่งมาปักกลดอยู่ในป่าบริเวณพระราชวังพระศรีสรรเพชร (ที่มีพระเจดีย์ใหญ่ ๓ องค์ตั้งอยู่) ที่ตั้งอยู่ในเกาะเมือง จ.พระนครศรีอยุธยา สมัยก่อนนั้นที่บริเวณนี้จะเต็มไปด้วยป่า มีต้นไม้ขึ้นรกชัฏ กรมศิลปกรยังไม่ได้เข้าไปบูรณะ พระธุดงค์มักจะเข้ามาปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยๆ เพราะเงียบสงบ ไม่มีผู้ใดมารบกวน ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ความเจริญเข้ามาแล้วธรรมชาติก็สูญหายไปหมด ช่างน่าเสียดายเสียจริงๆ หลวงปู่จักรวาลท่านเป็นพระภิกษุที่มีลักษณะราศีดีมาก แม้จะแก่แต่ท่านดูแข็งแรง ดวงตาเต็มไปด้วยประกาย แห่งความเมตตา มีเสียงก้องกังวาน มีอำนาจประหลาด อายุของท่านประมาณเกือบจะ ๗๐ ปีได้ หรืออาจจะมากกว่า(ถ้านับ อายุท่าน ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ อายุท่านก็ไม่น่าจะน้อยกว่า ๑๐๓ปี ขึ้นไป หรือมากกว่านี้ก็ได้ เพราะท่านไม่ยอมเปิดเผย)

วันแรกที่ท่านอาจารย์พบหลวงปู่ และได้สอบถามว่าหลวงปู่มาจากไหน หลวงปู่บอกว่า มาจากจักรวาล’ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอาจารย์ก็หัวเราะขำว่า หลวงปู่ท่านพูดเล่น เพื่อสนุกกับท่านอาจารย์แบบไม่ถือองค์ดี จึงถามต่อว่า ‘หลวงปู่จะไปไหน’ หลวงปู่ตอบว่า ‘ก็เที่ยวไปในจักรวาล’ เมื่อได้ยินคำตอบ ยิ่งทำให้ท่านอาจารย์งงใหญ่ สุดท้าย ท่านอาจารย์จึงถามหลวงปู่ว่าชื่ออะไร หลวงปู่ตอบว่า ‘เรียกข้าว่า ปู่จักรวาล นี่แหล่ะ’ ท่านอาจารย์ทองทิพย์ ถึงกับอดกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว กล่าวกับหลวงปู่ว่า ‘หลวงปู่นี่แปลกจริง ๆ นะครับ ไม่อยากเปิดเผยตนเอง’ หลวงปู่ก็บอกว่า ชื่อไหนก็ไม่สำคัญหรอก มันสมมติทั้งนั้นแหล่ะ ตัวเรานี่แหล่ะดีกว่าชื่อ ทำตัวให้ดีให้ถึง เป็นใช้ได้’ หลังจากนั้น หลวงปู่ท่านก็นั่งหลับตาไม่ยอมพูดอะไร ท่านอาจารย์ได้นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ห้า โมงเย็นกว่าๆจนเกือบจะ ๒ ทุ่ม ฟ้ามืดสนิทหลวงปู่ท่านก็ไม่ยอมลืมตา จนท่านอาจารย์จะกลับและบอกกับหลวงปู่เบาๆหลวงปู่ท่านก็นิ่งเงียบไม่ไหวติง สักนิดเลย จึงทำให้ท่านอาจารย์นึกศรัทธาหลวงปู่จักรวาลทันที เพราะคิดว่าหลวงปู่ท่านนี้ คงไม่ธรรมดาแน่ ๆ

แล้วท่านอาจารย์ก็ก้มลงกราบขอขมา และเอามือดึงขอบมุ้งกลดให้ลงมาคลุม เพื่อยุงจะได้ไม่รบกวนหลวงปู่ท่าน และตั้งใจว่า พรุ่งนี้เช้าจะนำอาหารมาถวายท่านให้ได้ ด้วยความดีใจ เมื่อกลับถึงบ้าน ท่านอาจารย์ได้บอกให้แม่ทราบว่า มีพระธุดงค์มาปักกลด ๑ องค์ ในพระเจดีย์สามองค์ และต้องการให้แม่ช่วยจัดอาหาร และจะนำไปถวายแก่พระธุดงค์นั้น ก่อนไปโรงเรียน เช้าวันรุ่งขึ้น จึงได้นำอาหารไปถวายท่านแล้วไปโรงเรียน กลับจากโรงเรียนก็ไปนั่งเฝ้าหลวงปู่อีกจนมืด วันนี้จู่ ๆ หลวงปู่จักรวาลก็พูดขึ้นว่า ‘เอ็งน่ะ ชาตินี้จะไปก็ไปได้ แต่ เอ็งจะไม่ไปซินะ’ ด้วยความที่ยังไม่เข้าใจ จึงถามหลวงปู่ว่าจะไปไหน หลวงปู่จึงตอบว่า ‘ต่อไป เอ็งก็จะรู้เอง'(หลังจากเวลาผ่านไป ๑๒ ปี ท่านอาจารย์จึงได้รู้คำตอบว่า หมายถึงอะไร)

ในคืนนั้นหลวงปู่ท่านได้สอนเรื่องการทำสมาธิ และคืนวันสุดท้าย หลวงปู่จักรวาล ท่านได้ถ่ายทอดวิชา ประกาศิตพระร่วงเจ้า ให้ (หลวงปู่บอกว่า อย่าเผลอปากไปแช่งใครเขาเด็ดขาดจะเป็นไปตามปากว่าทุกประการ) และวิชาอื่น ๆ (ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้) และวิธีทำสมาธิ และวิปัสสนาขั้นสูงและหลวงปู่ ยังได้บอกท่านอาจารย์ไว้ ก่อนไปว่า ‘สอนไว้ให้ก่อน ต่อไป ถ้ามีอะไรให้เรียกหาแล้วจะมาเอง’ ขณะนั้น ท่านอาจารย์ก้ยังแปลกใจว่าหลวงปู่จะมาหา ได้อย่างไร ท่านอาจารย์มารู้ในภายหลังว่า เรื่องของผู้ที่สำเร็จแล้ว ย่อมจะทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่คนทั่วไปคิดไม่ถึงและคิด ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับผู้สำเร็จมันเป็นเพียงเหมือนของเล่นธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง ที่ท่านอาจารย์ได้พบได้เห็นมาแล้ว…..

องค์ต่อมาคือ ท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หลวงพ่อท่านเมตตาสอนวิชา มโนมยิทธิ ให้แก่ท่านอาจารย์ จนสำเร็จเมื่อตอนอายุประมาณ ๒๐ ปี ประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๒

องค์ถัดมาคือ ท่านพระครูบาชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อ.ลี้ จ.ลำพูน เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านได้สอนพระกรรมฐานให้ในครั้งที่ท่านพระครูลงมาที่ วัดบุปผาราม เชิงสะพานพุทธ เป็นกรณีพิเศษ โดยให้ท่านอาจารย์นั่งฝึกกับท่านที่กุฏิตลอดคืน นอกจากนั้น เป็นครูบาอาจารย์ที่ไม่สามารถจะจับต้องตัวได้ ซึ่ง ท่านอาจารย์ไม่ต้องการให้นำมากล่าวเพราะเกรงจะเป็นการอวดอ้างเกินไปผู้ที่ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะรับรู้ได้ เป็นเรื่องเฉพาะตน

ท่านอาจารย์ ได้ผ่านการปฏิบัติธรรมมาแล้วหลายแบบ เช่นอาณาปานสติภาวนา (ตั้งแต่ท่านอายุ ๑๑-๑๒ ปี)แบบเพ่งกสิณ (ตั้งแต่ท่านอายุ ๑๕ ปี) วิชาธรรมกาย (ตั้งแต่ท่านอายุ ๑๕ ปี) ยุบหนอ พองหนอ (ตั้งแต่ ท่านอายุ ๑๗ ปี) มหาสติปัฏฐาน ๔ (ตั้งแต่ท่านอายุ ๑๙ ปี) และวิชาอื่นๆ (มิสามารถนำมาเปิดเผย ณ ที่นี้ได้)

ปัจจุบันท่านอาจารย์ อายุกว่า ๕๐ ปีแล้ว รวมผ่านประสบการณ์การปฏิบัติธรรมมาแล้ว มากกว่า ๔๐ ปี ได้พบเห็นสิ่งต่างๆ นับมิถ้วนจึงจะปล่อยวางแทบจะทั้งหมดแล้ว (เพราะท่านอาจารย์รู้สึกเบื่อในโลกนี้เสียเกิน )

“เมื่อได้แล้ว พบแล้ว ก็จงรับรู้เพื่อประดับภูมิปัญญา และจงปล่อยวางเสีย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการยึดติด อย่างแกะไม่ออก ติดภพติดชาติหาที่สุดมิได้”