…ศีลย่อมจักยังให้ผู้ทรงอยู่ เป็นปกติสุข ทั้งกายและใจ จิตใจไม่ร้อนรุ่มทุรนทุราย อยู่เป็นปกติสุข อันมั่นคงถาวร อยู่เป็นนิจ

(จิตยิ้ม กายยิ้ม จิตสุข กายสุข )

….อันผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ ย่อมจักยังให้กายและใจ นั้นร้อนรุ่ม เสมือนถูกไฟแผดเผา อยู่เป็นนิจ แม้จะรู้สึกสุข ก็มิสามารถจะสุขอยู่ได้นาน…

“สีเลนะ โภคสัมปทา ”

…ศีลย่อมจักยังให้ผู้ทรงอยู่ เป็นเหตุถึงพร้อมซึ่งโภคทรัพย์ จักไม่เดือดร้อนขาดแคลนในทรัพย์ จักรักษาทรัพย์อันควรไว้ได้ ด้วยสติ แลปัญญา ทรัพย์จักไม่วิบัติ แม้ทรัพย์จักวิบัติ สูญเสียด้วยเหตุแห่งวิบากกรรมในอดีต ทรัพย์นั้นก็จักกลับพอกพูนทวีกลับมาได้โดยอัศจรรย์ ไม่นานนัก!และจักใช้ทรัพย์ ที่มีอยู่นั้นด้วยสติปัญญา สืบไปมั่นคงชั่วชีวิต!

…แต่อันผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ ย่อมจักยังให้ทรัพย์ที่มีอยู่นั้น ถึงกาลวิบัติ แลไม่สามารถจะกลับคืนมาได้โดยง่าย แม้มีอยู่ จักเป็นทรัพย์ร้อน มิสามารถจะรักษา ให้ยืนยงถาวรไปได้ยาวนาน ทรัพย์นั้นจักอันตรธาน หายไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง จักหาทรัพย์ใดๆ ก็จักรู้สึกลำบากยากเข็ญใจยิ่งนัก!

“สีเล นะ นิพพุติง ยันติ ”

…สีลย่อมเป็นเหตุ ให้สู่บรมสุขอันสูงสุด คือพระนิพพานในบั้นปลาย

…แม้จักยังไม่ถึงซึ่งพระนิพพาน ผู้ทรงศีลอันบริสุทธิ์ จักมีปกติกาย และใจ เป็นสุขอยู่เนืองนิจ เป็นปกติสุข อยู่ทุกขณะจิต ทุกทิวาราตรีกาล ทั้งยามหลับ ก็สุข ยามตื่นก็สุข แม้ย่างก้าวเดิน จะนั่ง เดิน ยืน นอน ก็เป็นสุข อยู่ ทุกขณะ

…อันจักดู ว่าผู้ใดมีศีล หรือไม่มีศีล บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ย่อมพิจารณาดูได้ ให้เห็นเป็นประจักษ์ ดั่งนี้แล..”

” ทองทิพย์ โอภาโส”

จากบันทึก; โปรดศิษย์ภูเก็ต ณ.สวนริมหาด บ้านบางคณฑี อ.เมือง จ.ภูเก็ต 17 มิ.ย.2544